ตำบลโรงช้างตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม
ประกอบด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ป่าเขาลำเนาไพรต้นน้ำลำธารสายเล็กๆ
หลายสิบสาย ภูเขาลูกเล็กๆ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ม่อน” มีจำนวนหลายลูกที่เป็นแหล่งรวมสมุนไพรอันทรงคุณค่า
ซึ่งพวกเราเรียกว่า “ม่อนยา” จากการสำรวจครั้งล่าสุด มีสมุนไพรอยู่ในพื้นที่กว่าหนึ่งพันหกร้อยชนิด ผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีความรู้ภูมิปัญญาด้านการแพทย์พื้นบ้านหรือที่ชาวบ้านเรียก
“หมอเมือง” ได้นำเอาสมุนไพรในป่าม่อนยา
มาผลิตเป็นตำรับยารักษาโรคให้ผู้คนในตำบลโรงช้างอย่างมากมาย
ทำให้พวกเราชาวตำบลโรงช้างรู้จักการพึ่งตนเองด้านการดูแลสุขภาพและรักษาโรค ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ได้เป็นแหล่งอาหารที่ครบถ้วนหลากหลายชนิด
ที่ทุกคนเป็นหุ้นส่วนสามารถเข้าไปเลือกสรรเลือกเก็บได้ตามต้องการ
เปรียบเสมือนเซเว่นประจำตำบลก็มิปาน อีกทั้งสิ่งแวดล้อมที่ทรงคุณค่าที่มนุษย์สร้างขึ้น
แฝงด้วยศรัทธาความเชื่อ สื่อถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย
ผ่านการเล่าขานสืบต่อกันมาด้วยกุศโลบายอับแยบยลของบรรพบุรุษ
ได้ฟังและคิดวิเคราะห์แล้วให้รู้สึกทึ่งและประทับใจมาก เช่น
การวางผังเมืองบริเวณวัดเวียงซึ่งเป็นพื้นที่ราบ
บริเวณโดยรอบมีการขุดคูน้ำหรือคูเมืองล้อมรอบไว้ชั้นที่หนึ่ง
ห่างออกไปประมาณห้าร้อยถึงแปดร้อยเมตรมีการก่อสร้างพระธาตุไว้บนยอดเขาหรือม่อนทั้งสี่ทิศเพื่อใช้สังเกตการณ์ข้าศึกและปลูกสมุนไพร
ทิศเหนือสร้างเป็นพระธาตุประจำธาตุน้ำเรียกชื่อ ธาตุน้ำดอกบัวทองสิบสองราศี มีสมุนไพรประจำธาตุน้ำขึ้นอยู่เชื่อว่าเกิดจากการนำมาปลูกของบรรพบุรุษ
นอกจากการนำเอาสมุนไพรไปรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับธาตุน้ำแล้ว
ยังมีความเชื่อศรัทธาว่าหากปีใดฝนแล้ง ไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจะพากันไปสักการะขอฝนที่พระธาตุน้ำ ก็จะบันดาลให้เกิดฝน
ด้านทิศตะวันออกมีการก่อสร้างพระธาตุประจำธาตุลมเรียกชื่อว่าธาตุม่อนปูคำ
มีสมุนไพรประจำธาตุลมขึ้นอยู่มากมาย
ปัจจุบันเป็นที่ตั้งขององค์การบริหารส่วนตำบลโรงช้างและศาลเจ้าพ่อปูคำ
ทางด้านทิศใต้เป็นสถานที่ก่อสร้างพระธาตุศรีดอนแก้วหรือม่อนดอนแก้วเป็นภูเขาที่มีเนินเขาเชื่อมกันสามด้าน
เป็นตำนานเล่าขานเรื่องม่อนสามขา ผาสามเส้า ควายเฒ่านอนหนอง
ที่ชาวบ้านเชื่อว่าบริเวณม่อนสามขาเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มีสมบัติอันล้ำค่าอยู่บริเวณนี้และมีภูตผี
รุกขเทวดาคอยปกปักรักษามิให้ผู้ใดรุกล้ำทำลาย ตัดไม้ทำลายป่า
แต่เมื่อวิเคราะห์แล้วเห็นว่าน่าจะเป็นสมุนไพรที่ทรงคุณค่ามหาศาลนั่นเอง
เป็นพระธาตุประจำธาตุดิน สภาพดินอุดมสมบูรณ์มาก
สมุนไพรที่ม่อนแห่งนี้มีกว่าหกร้อยชนิด จากการสำรวจของ มูลนิธิ นพ.ธารา
อ่อนชมจันทร์ ส่วนใหญ่เป็นสมุนไพรประจำธาตุดิน ด้านหลังของม่อนสามขา
มีผาสามเส้า (หินสามก้อนตั้งเป็นลักษณะก้อนเส้า)
ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าเป็นสถานที่
ที่พระสุธนแอบเอาเครื่องแต่งกายของนางมโนราห์มาซ่อนไว้
ชาวบ้านบางคนที่มีความโลภคิดว่าเป็นที่ซ่อนทรัพย์สมบัติ
พากันมาลักลอบขุดหาสมบัติจนทำให้ก้อนหินทั้งสามก้อนล้มทับกันดังเห็นภาพในปัจจุบันและยังรอวันบูรณปฏิสังขรณ์อยู่
ถัดจากผาสามเส้าแต่เดิมมีหนองน้ำที่ชาวบ้านเรียกว่า ”ควายเฒ่านอนหนอง”
(หนองน้ำที่มีหินผาลักษณะคล้ายหลังควายนอนอยู่ในหนองน้ำ)
เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ชาวบ้านเคารพนับถือ สมัยก่อนเมื่อใกล้ถึงวันพระชาวบ้านจะมาหาปลาบริเวณหนองน้ำแห่งนี้เพื่อนำไปปรุงอาหารประเภทห่อหมกปลาถวายพระสงฆ์
ชาวบ้านบางคนเรียกว่า “หนองห่อนึ่ง”ปัจจุบัน พื้นที่หนองน้ำตื้นเขิน
ชาวบ้านที่ไม่มีที่ทำกินได้จับจองเป็นที่ทำนา ไม่เหลือร่องรอยของหนองน้ำให้เห็น
ในขณะนี้องค์การบริหารส่วนตำบลโรงช้างและพ่อแม่พี่น้องชาวตำบลโรงช้างได้ร่วมกันจัดหาทุนเพื่อมาจัดซื้อที่ดินผืนดังกล่าวคืนมาเพื่อดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ให้กลับคืนสภาพดังเดิมและพัฒนาให้เป็นสถานที่ปลูกขยายพันธุ์สมุนไพรที่หายากต่อไป ส่วนด้านทิศตะวันตกเป็นสถานที่ก่อสร้างพระธาตุม่อนแก้ว พระธาตุประจำธาตุไฟ มีสมุนไพรประจำธาตุไฟมากมายอยู่เช่นกัน กลุ่มหมอเมืองโรงช้าง ได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายรักษ์ม่อนยาป่าแดด
เพื่อร่วมกันสร้างจิตสำนึกความเป็นเจ้าของ เป็นของหน้าหมู่(ส่วนรวม) ช่วยกันปกปักรักษาม่อนยาให้มีความอุดมสมบูรณ์
ด้วยอาศัยความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา
ความศรัทธาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แทนการบังคับด้วยกฎหมาย
ร่วมกันเก็บสมุนไพรมาใช้อย่างระมัดระวังและช่วยกันสืบทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านหมอเมือง
หรือการแพทย์พื้นบ้านให้คงอยู่สืบไป นอกจากโบราณสถานที่ดังได้กล่าวมาแล้ว
ในตำบลโรงช้างยังมีวัดเก่าแก่ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันอีกวัดหนึ่ง อยู่เยื้องไปทางทิศใต้ของวัดศรีดอนแก้วมีทางลูกรังสายเก่าแก่เชื่อมไปถึงเรียกว่า
“วัดป่าโป่งเหิ่ม” มีร่องรอยการสร้างวัด สร้างพระธาตุในบริเวณดังกล่าว
หากดูจากก้อนอิฐที่ใช้ในการก่อสร้างจะมีลักษณะเหมือนกับก้อนอิฐที่ก่อสร้างบริเวณวัดประจำธาตุทั้งสี่
เชื่อว่าน่าจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันแต่อาจจะเป็นชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งที่แยกตัวมาตั้งรกรากอยู่บริเวณป่าโป่งเหิ่มซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ราบเรียบมีความอุดมสมบูรณ์และมี่ป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันนี้ได้มีพระประจักษ์ วิจักขณโสภีพี่น้องชาวบ้านหมู่สี่
และชาวตำบลโรงช้างร่วมกันบูรณะก่อสร้างพระธาตุเพื่อจัดเป็นสถานปฏิบัติธรรม
เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มีผีสางเทวดาคอยปกปักรักษาอีกสถานที่หนึ่ง
จากร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของชาวโรงช้าง เป็นเมืองพุทธ เมืองเกษตรกรรม
แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต การรู้จักการวางผังเมือง
การวางแผนป้องกันภัยจากศัตรูผู้รุกราน การรู้จักพึ่งตนเองด้านการแพทย์และสาธารณสุข
และการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับป่าทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีความสุข ถึงแม้นว่าปัจจุบันนี้ความเจริญและการพัฒนาตามยุคโลกาภิวัฒน์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย
มีการตัดถนน สร้างอ่างเก็บน้ำ สร้างบ้านเรือนเพิ่มขึ้น
และจำนวนผู้คนที่เพิ่มจำนวนขึ้นทำให้เกิดการบุกรุกป่าไม้ ใช้เป็นที่ทำกิน
ปลูกสร้างบ้านเรือน ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมถูกทำลายไปบ้าง แต่สำหรับชาวโรงช้างแล้ว
ยังคงมีความรักและหวงแหนธรรมชาติ มีความเชื่อ ความศรัทธาในโบราณสถานที่ต่างๆ
เหล่านี้ บางแห่งได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ปรับปรุงให้ดีขึ้น
บางแห่งยังอนุรักษ์ไว้เป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้
ผ่านองค์กรภาคีเครือข่ายความร่วมมือที่หลากหลาย อาทิเช่น เครือข่ายรักษ์ม่อนยา
กลุ่มคนฮักบ้านเกิด ชมรมหมอเมืองโรงช้าง สภาวัฒนธรรมตำบลโรงช้าง สภาเด็กและเยาวชนตำบลโรงช้าง กลุ่มจิตอาสาพัฒนาชุมชน
ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลโรงช้าง กลุ่มพัฒนาสตรี ชมรมผู้สูงอายุ องค์กรพระสงฆ์
องค์การบริหารส่วนตำบลโรงช้างและส่วนราชการทุกส่วนในพื้นที่ ต่างมีแนวความคิด มีใจตรงกันในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
ป่าไม้สมุนไพร แหล่งน้ำลำธาร แหล่งโบราณสถานที่
ที่สำคัญเชิงประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ให้คงอยู่รวมถึงการธำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิตของคนเมืองล้านนาชาวเวียงโรงช้าง ที่ต่างน้อมนำเอาพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างเหมาะสม รู้จักการพึ่งพาตนเองและช่วยเหลือเจือจุนซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน
ชาวโรงช้างรู้สึกภาคภูมิใจและคิดว่าช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ที่เกิดมาเป็นลูกหลานชาวโรงช้าง
ได้เติบโตเจริญวัย ได้เรียนรู้และพัฒนาการขึ้นมาท่ามกลางความรักความเอื้ออาทร
ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อยู่ท่ามกลางธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมและความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนา
ชาวโรงช้างรู้จักพึ่งพาตนเอง รู้จักการใช้เหตุผล
รู้จักการสร้างภูมิคุ้มกันตนเองและครอบครัว ศรัทธาในพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา เชื่อว่า ตราบใดที่พี่น้องลูกหลานชาวโรงช้างยังคงรัก หวงแหน
ร่วมปกปักรักษาสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ
รู้จักใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างเหมาะสม รักษาขนบธรรมเนียมประเพณี
ภูมิปัญญาท้องถิ่น รู้จักศึกษาเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของตนเอง
หรือที่เรียกว่า “เฮียนฮู้ตั๋วเก่า เล่าความหลัง ฟังประวัติศาสตร์” ชาวโรงช้างจะพบกับความสุขความเจริญ ความสงบร่มเย็นอย่างยั่งยืนสมดั่งคำว่า
“ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี สร้างคุณค่าชีวิต
นำพาความสุขอย่างยั่งยืน”สำรวจม่อนสามขา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น